News

สรุปย่อภาษีที่ดินใหม่ปี63

สรุปย่อภาษีที่ดินใหม่ปี63

BTBB ISSUE 45 สรุปครบ อ่านจบใน 5 นาที การเก็บ ภาษีที่ดิน และ สิ่งปลูกสร้าง  แบบใหม่ 1 มกราคม 2563 ประเทศไทยจะมีการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ แทนกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และภาษีบารุงท้องที่ พ.ศ.2508 ที่ใช้กันมายาวนานกว่า 80 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น และช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย มาอ่านทำความเข้าใจแบบง่ายๆ กันเลย สรุปย่อ 1 แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ เกษตรกรรม  ที่อยู่อาศัย  พาณิชยกรรม และ ที่ดินรกร้าง 2 สนับสนุนการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ที่ดินรกร้างจะเสียภาษีค่อนข้างสูง 3 ใครมีบ้านหลายหลังควรจัดการให้ดี  ใครมีที่ดินรกร้างควรหาอะไรทำเช่นเกษตรกรรมหรือให้เช่า หรือแบ่งแปลงที่ดินให้เล็กลง     อย่างไรก็ตามเพื่อบรรเทาภาระภาษีให้กับประชาชน จึงมีการกำหนดบทเฉพาะกาลการจัดเก็บภาษีช่วง 2 ปีแรก ดังนี้ 1.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อเกษตรกรรม หากมูลค่าฐานภาษีไม่เกิน 75 ล้านบาท เก็บภาษี 0.01 เปอร์เซ็นต์, เกิน 75-100 ล้านบาท จัดเก็บ 0.03 เปอร์เซ็นต์, เกิน 100-500 ล้านบาท เก็บ 0.05 เปอร์เซ็นต์, เกิน 500-1,000 ล้านบาท เก็บ 0.07 เปอร์เซ็นต์ และเกิน 1,000 ล้านบาท เก็บ 0.1 เปอร์เซ็นต์ 2.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของบุคคลธรรมดาให้เป็นที่อยู่อาศัยมีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่เกิน 25 ล้านบาท จัดเก็บ 0.03 เปอร์เซ็นต์ หากเกิน 25-50 ล้านบาท เก็บ 0.05 เปอร์เซ็นต์ และหากเกิน 50 ล้าน...

Read more →


ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแบบใหม่

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแบบใหม่

เตรียมตัวให้พร้อม การเก็บ ภาษีที่ดิน และ สิ่งปลูกสร้าง  แบบใหม่ เริ่ม 1 มกราคม 2563   1 มกราคม 2563 ประเทศไทยจะมีการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ แทนกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และภาษีบารุงท้องที่ พ.ศ.2508 ที่ใช้กันมายาวนานกว่า 80 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีการกระจายอานาจไปสู่ท้องถิ่น และช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย แต่ปัญหาคือ กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายใหม่ที่ยังต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ เนื่องจากมีความซับซ้อนในเรื่องของการคำนวณภาษีที่มีการแยกรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเติมความรู้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน เพื่อให้เข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน กฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า “ภาษีที่ดินใหม่” เป็นกฎหมายใหม่ที่ถูกนำมาใช้แทนพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และพระราชบัญญัติภาษีบำรุง ท้องที่ พ.ศ.2508 หรือที่ชาวบ้านเข้าใจกันง่ายๆ คือ กฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน และกฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ เป็นกฎหมายที่มีการประกาศใช้นานแล้ว ทำให้การจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่มีปัญหา และข้อจำกัดเกี่ยวกับฐานภาษี อัตราภาษี และการลดหย่อนภาษีไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ผลที่เกิดขึ้นก็คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดเก็บรายได้ไม่เพียงพอต่อการพัฒนาท้องถิ่น รัฐบาลจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่ออุดหนุนเพิ่มเติม โดยกฎหมายฉบับนี้ใช้เวลานานกว่า 30 ปี ในการผลักดันกระทั่งผ่านเป็นกฎหมายในที่สุด ทั้งนี้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแบบใหม่นี้ มีจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ลดการถือครองที่ดินเพื่อเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และเพิ่มการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ทั้งนี้เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะเป็นผู้จัดเก็บภาษี โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ดูแล ซึ่งหากมีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้จริง ก็จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับ อปท.นำไปใช้พัฒนาท้องถิ่นต่อไป โดยจะเริ่มต้นดำเนินงานจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 คาดการณ์กันว่า การเก็บภาษีแบบใหม่จะทำให้ภาครัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมไม่น้อยกว่า 40,000 ล้านบาท ท่ามกลางความตื่นตัวของผู้ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ลุกขึ้นมาให้ความสำคัญกับการจัดการอสังหาริมทรัพย์ด้วย เกรงว่าจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่จัดเก็บรายได้ก็ต้องตื่นรู้และปรับตัวเพื่อรองรับกฎหมายใหม่ฉบับนี้ไม่แพ้กัน ดร.ไกรวุฒิ ใจคำปัน อาจารย์ประจำสำนักวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะทีมวิจัยโครงการการพัฒนาระบบบริหารจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการสนับสนุนของแผนงาน Spearhead เป้าหมายการพัฒนาภูมิภาคและจังหวัด 4.0 ภายใต้ยุทธศาสตร์เป้าหมายด้านสังคม กล่าวว่า นับจากที่ภาครัฐมีนโยบายเรื่องการจัดการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ ซึ่งเดิมเรียกว่า “ภาษีโรงเรือน” มีประเด็นที่น่าสนใจคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายๆ แห่งยังไม่มีความพร้อมในการรับมือกับระบบจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่ ซึ่งมีรูปแบบการคำนวณที่ค่อนข้างซับซ้อน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญจะต้องช่วยกันให้ความรู้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น...

Read more →


HOMESTAY 101 ทำตาม 3 ข้อนี้ ไม่ผิดกฏหมาย

HOMESTAY 101 ทำตาม 3 ข้อนี้ ไม่ผิดกฏหมาย

HOMESTAY 101ทำตาม 3 ข้อนี้ ไม่ผิดกฏหมาย ปัจจุบันมีท่านลูกเพจหลายท่านที่ยังมีข้อสงสัยในการทำ โฮมสเตย์ ว่าต้องทำอย่างไรไม่ให้ผิดกฏหมาย วันนี้เรามีหลักการง่ายๆ 3 ข้อ ที่หากท่านทำตามแล้ว จะไม่ผิดแน่นอน  กรณีผู้ทำธุรกิจโฮมสเตย์ ซึ่งโดยเจตนาของกฎหมายยกเว้นให้นั้น มีเงื่อนไขอยู่ 3 ประการ หากขาดข้อใดข้อหนึ่งถือว่าผิดกฎหมายโรงแรมเช่นกัน ได้แก่ ข้อหนึ่ง ต้องมีจำนวนห้องพักในอาคารเดียวกันหรือหลายอาคารรวมกันไม่เกิน 4 ห้อง และมีจำนวนผู้พักรวมกันทั้งหมดไม่เกิน 20 คน ข้อสอง ต้องเป็นกิจการที่เป็นรายได้เสริม เช่น รายได้หลักมาจากอาชีพการเกษตร และ ข้อสาม ต้องไปแจ้งให้นายทะเบียนโรงแรมทราบ เพียงเท่านี้ ท่านจะก็สามารถทำโฮมสเตย์ได้ถูกต้องแล้วครับ และสำหรับทุกท่านที่สนใจ หรือกำลังเริ่มต้นลงทุนในกิจการบูติคโฮเต็ล โรงแรมเล็ก และ โฮสเทล เราขอแนะนำชุดหนังสือและซีดี Audio ที่รวบทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ก่อนลงมือทำบูติกโฮเต็ล โฮสเทล และโฮมสเตย์ในฝันให้ประสบความสำเร็จ ถ่ายทอดโดยตรงจากนักบริหารการโรงแรมมากประสบการณ์ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จโรงแรมเล็กชั้นนำหลายแห่ง เริ่มจากแบบสำรวจตัวเอง การวิเคราะห์การลงทุน แนวคิดรูปแบบที่โดดเด่นน่าดึงดูด เงินลงทุน แหล่งเงินทุน กระบวนการวางแผนก่อนเปิดบริการ ลูกค้า การสือสาร รวมถึงวิธีการที่จะทำให้ลูกค้าประทับใจในบริการที่ดี นำเสนอด้วยสำนวนภาษาเข้าใจง่าย ช่วยให้คุณเข้าใกล้ความสำเร็จเร็วขึ้นไปอีกขั้น (ราคาพิเศษวันนี้ เมื่อซื้อเป็นชุด) สามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ทาง https://theboutiqueking.com/collections/books-cd   #เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเตล #homemadestay #กฏหมายสำหรับโรงแรมขนาดเล็ก #ทำโรงแรมต้องภูกกฏหมาย #theboutiqueking   #การสร้างโรงแรม #ธุรกิจโรงแรม #บริหารโรงแรม ----- ขอบคุณข้อมูล เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเตล ThaiHotelBiz -----

Read more →


ทำโรงแรมให้ถูกกฏหมาย โดย The Boutique King

ทำโรงแรมให้ถูกกฏหมาย โดย The Boutique King

คำแนะนำแบบ EXCLUSIVE โดย วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ ผู้บุกเบิกธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กในประเทศไทย กูรูแห่งวงการบูติคโฮเต็ล ของประเทศไทย การทำธุรกิจโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ ย่อมมีทั้งปัจจัยแห่งความสำเร็จ และปัจจัยแห่งความล้มเหลวควบคู่กัน และปัจจัยแห่งความล้มเหลวอันดับที่ 1 ก็คือการทำโรงแรมผิดกฎหมายไม่มีใบอนุญาต ซึ่งนี่คือประเด็นที่ สำคัญที่สุดของคนทำธุรกิจ เพราะโทษจากการทำโรงแรมเถื่อน คือการถูกจับปรับไปจนถึงปิดกิจการ คงไม่มีใครที่อยากให้โรงแรมของตัวเองที่ลงทุนด้วยน้ำพักน้ำแรงและน้ำเงินมหาศาลนั้นต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้            นี่คือปัญหาระดับชาติ ที่รัฐบาลเองไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่ผ่านมาจึงได้มีการออกกฎหมายเพื่อผลักดันโรงแรมเถื่อนเหล่านี้ให้เข้าระบบให้มากที่สุด โดยเฉพาะกรณีที่เปลี่ยนอาคารเก่าประเภทอื่นมาเป็นโรงแรมจำนวนมากทั่วประเทศ  ดังนั้นในวันที่ 19 สิงหาคม 2559 ได้มีการออก  กฎกระทรวงกําหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2559 ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2552   ที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนอาคารประเภทอื่นมาเป็นโรงแรมได้  รวมถึง ในวันที่ 12 มิถุนายน2562 ที่คสช.ได้ออกประกาศ มาตรา44 ที่มีประเด็นสำคัญมากโดยเฉพาะเรื่องการปลดล็อคผังเมือง สำหรับผู้ที่ทำโรงแรมขนาดเล็กในพื้นที่ห้ามทำโรงแรม ล่าสุดวันที่ 21 สิงหาคม 2562 ที่ได้มีการประกาศหนังสือด่วนจากกระทรวงมหาดไทยเพิ่มเติมเพื่อ ให้ผู้ที่ทำโรงแรมผิดกฎหมายนั้นไปรายงานตัวต่อหน่วยงานที่ดูแลด้านการขออนุญาตอาคารในพื้นที่ทั่วประเทศภายในวันที่9กันยายน2562 เพื่อแลกกับการยกเว้นโทษจับโรงแรมผิดกฎหมาย !!! ไปจนถึง18สิงหาคม2564 ถือเป็นการปลดล็อกที่ช่วยผู้ประกอบการแบบสุดซอยในมาตรการสุดท้าย           สถานการณ์ร้อนแรงเหล่านี้ มีรายละเอียดเป็นอย่างไรและสำหรับผู้ประกอบการจะมีทางออกอย่างไร ควรไปแจ้งรายงานตัวกับทางการหรือไม่ เราไปคุยกับ วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ ผู้บุกเบิกธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กในประเทศไทย จนกระทั่งสื่อระดับโลก อย่างNational Geographic ยังต้องมาสัมภาษณ์ รวมถึงยังเป็นผู้ที่ก่อตั้งหลักสูตร เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล ที่สร้างผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กที่โดดเด่นกว่า100แห่ง จนกระทั่งถูกเรียกว่า THE BOUTIQUE KING หรือ กูรูแห่งวงการบูติคโฮเต็ล ของประเทศไทยกัน  คำถาม : ทำไมถึงมีโรงแรมขนาดเล็กที่ผิดกฎหมายในประเทศไทยมากมายขนาดนี้ ? คำตอบ:เพราะประเทศเราเต็มไปด้วยโอกาสทางธุรกิจ            ช่วงเวลาที่ผ่านมาก่อนปี 2559 นั้นกฎหมายสำหรับโรงแรม เป็นกฎหมายที่เขียนขึ้นสำหรับการสร้างโรงแรมใหม่ จนกระทั่งสิงหาคม 2559 จึงมีการออกกฎหมายสำหรับการอนุญาตให้เปลี่ยนอาคารเก่ามาเป็นโรงแรมได้ คือ กฎกระทรวงกําหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรมปี 2559   สาระก็คือเป็นการผ่อนผันในเรื่องพื้นที่หลายๆอย่างที่เคยเป็นข้อจำกัด โดยเฉพาะเรื่องของทางเดิน บันไดหนีไฟและพื้นที่ว่างเป็นต้น ซึ่งกฎหมายปี 59 ได้ทำการลดหย่อน เพื่อช่วยให้ผู้ที่เปลี่ยนตึกเก่ามาเป็น...

Read more →


โอกาสใหม่ วัย60

โอกาสใหม่ วัย60

ภายในปี 2030 (หรือ พ.ศ. 2573) นี้ ประเทศไทยจะมีจำนวนผู้สูงอายุที่ 60 ปีขึ้นไปรวมแล้วมากกว่า 1 ใน 4 ของประเทศ สอดคล้องกับที่ลูกเพจหลายๆ ท่านมักจะบ่นกับเราเสมอว่า เมื่อถึงวันที่ใกล้จะต้องเกษียณอายุ จะรู้สึกแปลก ๆ กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานที่ลดลง สุขภาพที่เริ่มเสื่อมโทรม รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเงิน เพราะรายได้ประจำจะหายไปในขณะที่รายจ่ายยังคงมีต่อเนื่อง ยิ่งคนโสดเมื่อแก่ชราไปยิ่งต้องดูแลตัวเองมากกว่าคนอื่น การวางแผนการเงินและการลงทุน จึงเป็นส่วนสำคัญต่อชีวิตในบั้นปลาย ดังนั้นวันนี้เราจึงขอแนะนำว่าในวัยเกษียณนั้น คุณควรนำเงินไปลงทุนอะไรบ้าง และทางที่ดีคุณควรแบ่งเงินลงทุนไว้เป็นหลายๆ ส่วนเพื่อเฉลี่ยความเสี่ยง ซึ่งวันนี้เราขอยกตัวอย่างการแบ่งการลงทุนเป็น 3 ระยะ 3 ส่วน ดังนี้   1. เงินลงทุนระยะสั้น คือเอาไว้ใช้วันต่อวัน เงินในส่วนนี้จะนำไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เคยเห็นเทคนิคการเก็บเงินหยอดกระปุกวันละ 50 บาท นั่นก็เป็นเหมือนการฝากได้เช่นกัน เพราะข้อดีของมันก็คือ ไม่ต้องเสี่ยงไปกับการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งยังได้คุณค่าทางใจจากการเก็บหอมรอมริบไว้เป็นประจำ เพียงแต่วิธีนี้ไม่มีดอกเบี้ยไว้ทำกำไรให้งอกเงย อีกทั้งเมื่อนับวันไปเงินในกระปุกก็อาจมีมูลค่าน้อยลงเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่มีเปอร์เซ็นต์เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี การลงทุนในการฝากธนาคารในรูปแบบออมทรัพย์และฝากประจำระยะสั้น ก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการลงทุนระยะสั้น เพราะมีความเสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนอาจจะน้อยไปนิด ซึ่งจะให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำแต่ก็ถือว่ายังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย หรือถ้าอยากได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น ก็ลองฝากประจำระยะยาว โดยสามารถปรึกษารูปแบบการฝากได้จากเจ้าหน้าที่ซึ่งจะทำให้รับทราบข้อมูลต่าง ๆ อย่างละเอียดได้ดียิ่งขึ้น       2. เงินลงทุนระยะกลาง เน้นขาดทุนน้อยที่สุด เงินลงทุนในส่วนนี้จะเน้นไปที่การรักษาเงินต้นที่ลงทุนแต่ก็พยายามให้มีการขาดทุนน้อยที่สุด หรือพูดง่าย ๆ คือ พยายามให้ชนะเงินเฟ้อ โดยนำไปลงทุนตราสารหนี้ซะส่วนใหญ่ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงที่จะขาดทุน ขณะเดียวกันก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนจากการที่ชนะอัตราเงินเฟ้อ หรือการฝากประจำที่สามารถรับดอกเบี้ยเป็นรายเดือนก็น่าลงทุนเช่นกัน เพราะการฝากเงินในลักษณะนี้เหมือนมีบำนาญไว้ใช้ซึ่งจะสร้างความอุ่นใจให้แก่ผู้สูงอายุ เมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้นก็ยังสามารถไปถอนเงินก้อนออกมาใช้ก่อนกำหนดได้ และในขณะเดียวกันก็ยังได้รับดอกเบี้ยเป็นรายเดือนเหมือนเดิมอีกด้วย   และ 3. เงินลงทุนระยะยาว การลงทุนที่เราควรมีความสุขกับมัน เหมาะกับการลงทุนที่มีระยะ 10 ปีขึ้นไป โดยเป้าหมายจะเน้นไปที่ผลตอบแทนที่แน่นอนและมีการงอกเงยของจำนวนเงิน คุณก็อาจจะเพิ่มการลงทุนไปที่พวกตราสารทุนมากหน่อย และลดสัดส่วนของตราสารหนี้ลงเล็กน้อย แบบนี้จะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวมีโอกาสสูงเพิ่มมากขึ้น การลงทุนที่น่าสนใจมากๆ สำหรับกลุ่มนี้คือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ โดยเฉพาะการทำโรงแรมก็เป็นสิ่งที่เราพูดมาตลอดว่า เหมาะกับผู้ทำงานในวัยเกษียณ ใครที่กังวลกับเรื่องของเงินเฟ้อที่จะส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินที่เราลงทุน เราขอแนะนำให้คนหลังเกษียณอายุเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์...

Read more →