Featured
เปลี่ยนโรงแรมของคุณให้กลายเป็นประสบการณ์เวลเนส กับ Therme Vals | WORLD-CLASS WELLNESS HOTEL
Wellness Tourism เป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและจะก้าวสู่ปี 2026 ในฐานะหนึ่งในภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก ผลวิจัยได้คาดการว่ามูลค่าตลาดทั่วโลกจะเกิน 1.4 ล้านล้าน USD ภายในปี 2027 ปัจจัยหลักมาจากนักเดินทางที่ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนที่มีความหมาย ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจมากขึ้น Case Study โรงแรมระดับโลกวันนี้ เราอยากพาคุณไปรู้จักกับ Therme Vals โรงแรมสุดหรู ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Vals ท่ามกลางเทือกเขาแอลป์ของสวิตเซอร์แลนด์ โรงแรมแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1996 เป็นผลงานของ Peter Zumthor นักออกแบบผู้คว้ารางวัล Pritzker ซึ่งเปรียบได้กับรางวัลอสการ์ของวงการภาพยนตร์ หรือรางวัลโนเบลของวงการวิทยาศาสตร์ Therme Vals ได้ถูกออกแบบเป็นคอมเพล็กซ์บ่อน้ำร้อนที่กลมกลืนกับภูมิประเทศภูเขาของสวิตเซอร์แลนด์ โครงสร้างได้ถูกฝังเข้าไปในไหล่เขาคล้ายถ้ำ และมีผนังหินที่เรียงซ้อนเป็นชั้นๆ ช่วยควบคุมแสง เงา และไอน้ำภายในโซนซาวนา เพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสที่เน้นไปยัง Sensory Experience เชิง Wellness เช่น ห้องอาบน้ำที่มีแสงน้อย อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงชัดเจน เสียงฟองอากาศที่ก้องชัด และแสงที่ลอดเข้ามาเป็นเส้นๆ สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนนักท่องเที่ยวจากผู้ชมธรรมดา ให้กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในประสบการณ์ ผู้มาเยือนจะถูกนำทางผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยว ซึ่งสร้างความสมดุลระหว่างความเป็นส่วนตัวและพื้นที่เปิดโล่ง ความเรียบง่ายที่เน้นการสัมผัสนี้ดึงดูดกลุ่มคนในช่วงอายุ 30 - 60 ปี โดยเฉพาะคู่รัก ครอบครัว และผู้ที่ต้องการพักฟื้นฟูร่างกายและจิตใจตัวเอง นอกจากนี้ โรงแรมยังมีห้องพักอยู่ภายในอาคารอาบน้ำ ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับทั้งผู้มาใช้บริการแบบวันเดียวหรือพักค้างคืน เช่น บ่อน้ำร้อน - น้ำเย็น หรือพื้นที่นวด และโซนผ่อนคลายต่างๆ ทำให้ Therme Vals กลายเป็น Iconic Retreat-Stay ที่ไม่เพียงแต่จะมีสถาปัตยกรรมที่ลึกซึ้ง แต่ยังผสมผสานกับ Wellness Design ได้อย่างลงตัวอีกด้วย สื่ออ้างอิง :https://www.architecturelab.net/the-therme-vals-peter.../ https://www.archdaily.com/13358/the-therme-vals https://guide.michelin.com/.../winter-trip-michelin-vals... https://www.architravel.com/project/the-therme-vals/ https://www.marchvalencia.com/.../therme-vals-by-peter.../ https://archeyes.com/peter-zumthors-therme-vals-sensory.../
ทำโรงแรมในทำเลไม่ดีอย่างไรให้ขายดี กับ Uthaiheritage | EXPERIENCE HERITAGE BOUTIQUE HOTEL
Case Study โรงแรมระดับโลกวันนี้ เราอยากพาคุณไปรู้จักกับ Uthai Heritage โรงแรมบูติคระดับ 5 ดาว ที่ถูกออกแบบให้ “กลายเป็นจุดหมายปลายทางในตัวเอง” Uthai Heritage ตั้งอยู่ในจังหวัดอุทัยธานี ภายในซอยเล็ก ๆ ที่เดิมเคยเป็นโรงเรียนเก่า สิ่งที่ทำให้โรงแรมแห่งนี้แตกต่างจากโรงแรมระดับ 5 ดาวทั่วไป คือการตั้งอยู่บนทำเลที่หลายคนมองว่า “ไม่เหมาะกับการทำโรงแรม” พื้นที่ของโรงแรมตั้งอยู่ใจกลางเมือง แต่ไม่ได้ติดแม่น้ำเจ้าพระยา หรือโซนท่องเที่ยวหลักที่นักท่องเที่ยวมักค้นหาโดยอัตโนมัติ ย่านโดยรอบเป็นชุมชนเมืองเก่า ทำให้ภาพรวมของทำเลดู “ธรรมดา” เมื่อเทียบกับรีสอร์ตนอกเมืองหรือโรงแรมริมแม่น้ำที่คุ้นตา อย่างไรก็ตาม Uthai Heritage เลือกใช้ “เรื่องเล่า” เข้ามาแทนที่ข้อจำกัดของทำเล โรงแรมเล่าเรื่องการเปลี่ยนผ่านจาก “โรงเรียนสู่โรงแรม” อย่างชัดเจน ผ่านชื่อห้องพัก รายละเอียดการตกแต่ง ไปจนถึงกิจกรรมภายในโรงแรม แขกจึงไม่ได้มาเพียงเพื่อพักค้างคืน แต่เดินทางมาเพื่อสัมผัสความทรงจำในวัยเด็ก และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเมืองอุทัยธานี เรื่องเล่านี้เองที่ช่วยสร้างการบอกต่อและคอนเทนต์ออนไลน์ในมุม “ต้องมาลองสักครั้ง” มากกว่าการขายจุดเด่นด้านทำเลหรูหรือวิวแม่น้ำ เจ้าของโรงแรมตั้งใจให้ Uthai Heritage ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการดึงผู้คนให้มารู้จักเมืองอุทัยธานีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำร้านอาหารท้องถิ่น วิถีชีวิตของชุมชนลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง หรือกิจกรรมเดินเล่นรอบเมืองเก่า แนวคิดนี้ทำให้ข้อจำกัดเรื่องการไม่ติดแลนด์มาร์กใหญ่ กลับกลายเป็นโอกาสในการขาย “ชีวิตจริงของเมือง” ที่แตกต่างจากจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างเชียงใหม่ เขาใหญ่ หรือโรงแรมริมแม่น้ำที่ผู้คนคุ้นเคยอยู่แล้ว นอกจากนี้ งานออกแบบที่มีเอกลักษณ์ยังช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มได้อย่างชัดเจน เช่น Facade และพื้นที่ภายใน เลือกใช้โทนสีหม่นและการวางโคม ที่กระจายแสงเฉพาะ เพื่อสร้างบรรยากาศที่เงียบ เหงา แต่สงบ เหมาะกับคู่รักที่มองหาการพักผ่อนแบบชิลล์และเป็นส่วนตัว งานไฟได้รับแรงบันดาลใจจากบล็อกเหล็กในผลงานของ Geoffrey Bawa ซึ่งเป็นโคมไฟดีไซน์เรียบง่ายแฝงความโมเดิร์น ช่วยขับเน้นอัตลักษณ์ที่สงบและนิ่งของโรงแรม เพดานที่สูง คานไม้ดั้งเดิมจากโรงเรียนเก่า และแสงธรรมชาติที่ไหลเข้าสู่ภายใน ล้วนช่วยเสริมบรรยากาศผ่อนคลาย และสร้างความผูกพันทางอารมณ์ที่เชื่อมโยงกับความทรงจำของโรงเรียนในอดีต ในขณะเดียวกัน การดีไซน์ของห้องพักก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวดึงดูดกลุ่มลูกค้าใน Uthai Heritage เช่น ห้อง “Alumni Suite”...
สัมผัสเสน่ห์มรดกกลางเมืองอุบล ที่ Velawarin | HERITAGE BOUTIQUE HOTEL
<< Case Study บูติคโฮเต็ลระดับโลก >> ในปี 2025 ภาพรวมการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเปลี่ยนทิศ นักเดินทางให้คุณค่ากับจังหวะที่ช้าลง เทรนด์ “JOMO – Joy of Missing Out” จึงกลายเป็นพฤติกรรมหลักของกลุ่มตลาดใหม่ที่เลือกหลีกหนีความเร่งรีบ เพื่อกลับมาเชื่อมต่อกับตัวเองและธรรมชาติ เช่นเดียวกันกับเทรนด์ Active Wellness ที่ผสมผสานกิจกรรมออกกำลังกายเข้ากับการดูแลสุขภาพ ทำให้โรงแรมบูติกที่เน้น personalization และ local experiences นั้น ได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัดเจน Velawarin: ตัวอย่างโรงแรมบูติกที่ตอบโจทย์ JOMO อย่างลงตัว ออกแบบโดย วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ (SuperGreen Studio) ด้วยการรีโนเวตบ้านไม้เก่ายุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้กลายเป็นโรงแรมบูติค 5 ดาวที่ยังคงเสน่ห์ความดั้งเดิมไว้ครบถ้วน แนวคิด “ทวิภพ” ถูกนำมาตีความผ่านการเชื่อมโยง ระหว่างกลางวัน-กลางคืน อดีต-ปัจจุบัน และแสง-เงา สร้างประสบการณ์พื้นที่พิเศษที่แขกเหมือนหลุดเข้าโลกอีกใบ ในขณะที่ยังเชื่อมต่อกับโลกภายนอกผ่านช่องเปิดและฉากไม้ที่คำนวณมาอย่างละเอียด แขกจะสัมผัสได้ถึงความสงบแบบ timeless ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่แสวงหา “quiet retreat” เพื่อตั้งหลักชีวิต การจัดสเปซภายใน Velawarin ให้ความสำคัญกับแสงธรรมชาติ เพดานที่ปรับระดับเพื่อความโปร่ง และพาเลตต์สีอบอุ่นที่สื่ออารมณ์สงบ เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งล้วนคัดเลือกจากงานไม้ท้องถิ่นและชุมชนอีสาน ทำให้บรรยากาศ “ช้า แต่มีน้ำหนัก” องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยสร้างประสบการณ์ “slow living” ที่นักท่องเที่ยวแชร์ต่อในสื่อโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้โรงแรมมีอัตราเข้าพักสูง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ต้องการ longer stay, work retreat...
สัมผัสเสน่ห์แบบท้องถิ่นของเมืองตรังกับ Villa Pateh | LUXURY LOCAL BOUTIQUE HOTEL
architecture bawa Boutiquehotel design
<< Case Study บูติคโฮเต็ลระดับโลก >> Case Study : Villa Patehโรงแรมบูติคสไตล์ LUXURY LOCALที่หลอมรวมสถาปัตยกรรมแนว Local และ Sustainable เข้าด้วยกันอย่างลงตัว อีกหนึ่งเทรนด์กลุ่มลูกค้าโรงแรม ที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก คือ “Sustainable Tourism” หรือ “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” คาดการณ์กันว่านี่จะกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงที่สุดในปี 2026 สถิติของเว็บไซต์ booking.com ได้ทำการสำรวจ นักเดินทางเกือบ 30,000 คน ใน 33 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย พบว่า นักท่องเที่ยวจำนวนมากกำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไปสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ทั้งในรูปแบบของการท่องเที่ยวท้องถิ่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงฮันนีมูนสายอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม กรณีศึกษาของโรงแรมในวันนี้ เราจะพาไปชม “Villa Pateh” ในอำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ที่นี่เป็นโรงแรมบูติกสุดหรู ที่ผสานแนวคิดการออกแบบอย่างยั่งยืน วัฒนธรรมท้องถิ่น และกลิ่นอายแห่งความโรแมนติก เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว Villa Pateh เป็นโรงแรมบูติคที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากที่พำนักของพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง)ตัวอาคารสีขาวให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสะอาดตา และหลังคาสีน้ำตาลที่เติมความอบอุ่นให้กับภาพรวมของอาคาร อาจารย์วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ สถาปนิกผู้ออกแบบโรงแรมแห่งนี้ ได้นำแนวคิดนี้ไปต่อยอด โดยปรับชั้นล่างให้เป็นพื้นที่เปิดโล่งแบบ Open Plan ปูด้วยกระเบื้องดินเผา สีน้ำตาลทั่วทั้งพื้นที่ เชื่อมโยงสองคาแรกเตอร์ความโปร่งและความอบอุ่นเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืน อีกหนึ่งองค์ประกอบที่น่าสนใจของโรงแรมแห่งนี้คือ การวางตำแหน่งของประตูและหน้าต่าง จะเห็นได้ชัดว่าแต่ละบาน ถูกวางในตำแหน่งที่ช่วยเพิ่มความโปร่งโล่งให้กับโรงแรม ซึ่งเปลือกของอาคารชั้นล่างจะมีการใช้เสาแทนกำแพงอีกด้วย นี่เป็นการทำให้พื้นที่ชั้นล่างรู้สึกกว้างขึ้น แถมยังทำให้ลมธรรมชาติไหลเวียนเข้าสู่โรงแรมได้โดยตรงอีกด้วย ดีไซน์แบบ Open Plan ที่เปิดโล่งด้านล่างเปรียบเสมือนใต้ถุนของบ้านเรือนไทย ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดพลังงาน ภายในตัวโรงแรม (Sustainability) แต่เป็นการมอบประสบการณ์ที่ให้กลิ่นอายของวิถีชีวิต แบบดั้งเดิมให้กับแขกผู้เข้าพัก อีกด้วย เฟอร์นิเจอร์ในโรงแรมก็เลือกใช้ของที่ผลิตในท้องถิ่นหรือวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่าง โรงแรม ชุมชน และแนวคิดความยั่งยืน ยามค่ำคืนแสงไฟภายในตัวโรงแรมถูกออกแบบมาเพื่อทำให้พื้นที่และบรรยากาศนั้นดูน่าหลงใหล ช่วยขับบรรยากาศ ให้มีกลิ่นอายของความโรแมนติกและความเงียบสงบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคู่รักฮันนีมูน หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQ+ ที่มองหาความโรแมนติกในทริปของตนเอง แสงไฟเหล่านี้ไม่ได้มาจากโคมไฟหรูหราราคาแพง แต่เกิดจากการ ออกแบบสุดสร้างสรรค์ โดยใช้เหล็กบล็อกธรรมดาตัดเป็นทรงสี่เหลี่ยม...
ตอบรับเทรนด์ Sustainable Tourism กับ Sustainable Boutique Hotel Design!
JETWING LIGHTHOUSE - SUSTAINABLE BOUTIQUE HOTEL DESIGN อีกเทรนด์หนึ่งของกลุ่มลูกค้าโรงแรมที่น่าจับตามองในช่วงปลายปี 2568 นี้ คือเทรนด์ “Sustainability” หรือ “Sustainable Tourism” จากแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยในปี 2568 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.4 ล้านคน รายได้กว่า 1.51 ล้านล้านบาท ทีมงานเปลี่ยนบ้านเก่าฯ อยากพาทุกท่านไปรู้จักกับโรงแรม Jetwing Lighthouse ซึ่งออกแบบโดย Geoffrey Bawa และเป็นหนึ่งในโรงแรมแนว Sustain ที่เป็นแนวหน้าของประเทศศรีลังกา Jetwing Lighthouse ตั้งอยู่บนหน้าผาริมทะเล ไฮไลต์ของโรงแรมนี้คือการดีไซน์ที่เปิดรับองค์ประกอบภายนอก และดึงเอาเสน่ห์ของทะเลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับโรงแรม ได้อย่างลงตัว Jetwing เป็นโรงแรมบูติคสไตล์ contemporary ที่สอดแทรกความหรูเข้ากับดีไซน์สไตล์ประหยัดพลังงาน (Sustainable) ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความสมดุล (Wellness) ให้กับแขกผู้มาเยือน โรงแรมแห่งนี้ใช้การดีไซน์แบบเปิด เพื่อทำให้พื้นที่ ภายในโปร่ง ระบายอากาศ และช่วยในการไหลเวียนของแขกผู้เข้าพัก (Circulation Flow) นอกจากนี้ การดีไซน์ของช่องเปิดในโรงแรมยังช่วยดึงเอาองค์ประกอบภายนอกมาเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นแสง เสียง กลิ่น หรือ ทิวทัศน์ของทะเล ซึ่งมอบความผ่อนคลายให้กับแขกภายในพื้นที่ สมคำรํ่าลือ “Symphony of the Wave” การใช้งานของเสาเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจในการกำหนดพื้นที่และช่องเปิดของ Jetwing เช่น การวางตำแหน่งและระยะเสาแทนกำแพง ไม่เพียงแต่จะช่วยกำหนดขอบเขตของพื้นที่ภายในโรงแรม แต่ยังเป็นช่องเปิดที่ช่วยให้องค์ประกอบภายนอกมามีส่วนร่วมภายในโรงแรมอีกด้วย โดยเฉพาะจุดที่ส่องออกไปยังทะเล คอร์ดยาด (courtyard) หรือแม้กระทั่งสระนํ้าสะท้อนแสง-เงากลางโรงแรม นอกจากช่องเปิดด้านข้าง โรงแรมยังมีช่องเปิดที่ส่องลงมาจากด้านบน เพื่อช่วยนำแสงธรรมชาติเข้ามาสู่พื้นที่ภายในโดยตรง และยังล้อกับองค์ประกอบภายในโรงแรมอีกด้วย โดยเฉพาะในส่วนของสระนํ้าภายสะท้อนแสง-เงากลางโรงแรม การดีไซน์ของหน้าต่างก็เป็นอีกหนึ่งในตัวอย่างที่ช่วยให้โรงแรมแห่งนี้โดดเด่น หน้าต่างของห้องพักแต่ละห้องได้ถูกดีไซน์ให้เป็นบานไม้ที่เปิดเข้าแทนการเปิดออก เสน่ห์ของการดีไซน์สุดคลาสสิกนี้ ช่วยบล็อกการเข้าถึงของปัจจัยภายนอก เพื่อให้แขกมีอิสระในการเปิดให้ห้องโปร่ง หรือปิดเพื่อให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น การดีไซน์ที่นำเอาองค์ประกอบภายนอกมาใช้งาน ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดพลังงาน แต่ยังทำให้พื้นที่ภายใน เกิดความสมดุล อีกทั้งยังเพิ่มบริบทของ Wellness เข้าไปในพื้นที่อีกด้วย Jetwing Lighthouse จึงเป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่หลอมรวม “Hotel”, “Sustainability” และ...