Boutique Hotel Series ฉลองครบรอบ 17 ปี | Episode 1, Part 1 : 17 สุดยอดแบรนด์โรงแรมระดับโลก (AMAN, Six Senses, Cheval Blanc)

Admin theboutiqueking

“17 ปี 17 เรื่อง เปลี่ยนบ้านเก่า…เปลี่ยนชีวิตคุณ”
.
เพจ เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล มีความปราถนาที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางบูติคโฮเต็ลของโลก เราได้ดำเนินการเผยแพร่ความรู้ในคอร์สอบรมครั้งแรกในปี 2552 จนถึงปีนี้ 2569 ครบ 17 ปีพอดี
.
เพจ เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล ขอเชิญทุกท่านร่วมเฉลิมฉลอง 17 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง ผ่านบทความชุดพิเศษ 17 ชุด แต่ละชุดจะเล่าเรื่องโรงแรมต่างๆที่เปลี่ยนโลกแห่งการท่องเที่ยวไปตลอดกาล ด้วยความคิดสร้างสรรค์ การรักษาวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพลิกโฉมเกมการลงทุน
.
ใน EP 1 นี้ เราคัดสรร 17 สุดยอดแบรนด์โรงแรมของโลก (ประกอบด้วย AMAN, Sixth Sense, Cheval Blanc, Oetker Collection, Rosewood Hotels & Resorts, Relais Chateaux, Auberge Resorts Collection, Bulgari Hotels & Resorts, Belmond, One & Only, COMO Hotels, Banyan Tree, Mandarin Oriental, Peninsula Hotels และ Rocco Forte Hotels) ที่กำหนดนิยามใหม่ของความหรูหราแบบบูติคและ ultra-luxury มาเล่าเรื่องราว ความเป็นมา และการเติบโต โดยเฉพาะ 3 แบรนด์แรกที่เราจะนำเสนออย่างละเอียด: AMAN, Six Senses และ Cheval Blanc
.
1. AMAN




นิยาม: “ความเงียบสงบที่มีราคาแพงที่สุดในโลก” (The most expensive form of tranquility in the world)
.
ประหวัด: ก่อตั้งปี 1988 โดย Adrian Zecha ด้วย Amanpuri ในภูเก็ต ประเทศไทย “Aman” มาจากภาษาสันสกฤตแปลว่า “peace” แบรนด์เน้นความเรียบง่าย (less is more) การผสานกับธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างละเอียดอ่อน ไม่มีป้ายโฆษณาใหญ่โต ห้องพักน้อย บริการส่วนตัวสูง (high staff-to-guest ratio) และเลือกทำเลที่สงบสุข เช่น ใกล้แหล่งมรดกโลก UNESCO ปัจจุบันมีประมาณ 36 แห่งใน 20 ประเทศ แขกที่หลงใหลเรียกตัวเองว่า “Amanjunkies” เพราะความสงบและความเป็นส่วนตัวที่หาไม่ได้จากที่ไหน
.
ดีไซน์: Aman เน้นการออกแบบที่ “หายไปในสิ่งแวดล้อม” อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีป้ายใหญ่ ไม่มีล็อบบี้โอ่อ่า และไม่เน้นความโอ้อวดแบบ maximalism แต่ใช้เส้นสายสะอาด วัสดุท้องถิ่น (เช่น หิน ไม้ และสีเอิร์ธโทน) ผสานกับสถาปัตยกรรมท้องถิ่นอย่างละเอียดอ่อน เพื่อให้รู้สึกเหมือนพักในบ้านส่วนตัวของเพื่อนผู้มั่งคั่ง
.
เอกลักษณ์หลักคือ understated luxury หรือความหรูหราที่เงียบสงบ เน้นพื้นที่เปิดโล่ง แสงธรรมชาติ และความเป็นส่วนตัวสูง แต่ละรีสอร์ทจึงดูแตกต่างกันตามสถานที่ แต่รักษา DNA เดียวกันคือความสงบ เรียบง่าย และ drama ที่ซ่อนอยู่ในความนุ่มนวล ทำให้แขกรู้สึก “เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่” มากกว่าการเป็นแขก
.
🏨 โรงแรมแห่งแรก: Amanpuri, Phuket, Thailand (เปิดปี 1988)
Amanpuri เป็นจุดเริ่มต้นของตำนาน Aman ตั้งอยู่บนแหลมส่วนตัวในภูเก็ต ล้อมรอบด้วยสวนมะพร้าวและหาดทรายขาวของทะเลอันดามัน ดีไซน์โดย Ed Tuttle ใช้ศิลปะสถาปัตยกรรมไทยดั้งเดิม เช่น หลังคาแหลมสูง ไม้เนื้อแข็ง และเฉลียงยกพื้น เชื่อมต่อกันด้วยทางเดินยกระดับ ทำให้ทุกอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติอย่างลงตัว
.
ภายในพาวิลเลียนและวิลล่าเน้นความเรียบง่าย โทนสีเอิร์ธโทน แสงธรรมชาติ และพื้นที่เปิดโล่ง ราวกับไม่มีกำแพงกั้นระหว่างภายในกับภายนอก สร้างความสงบและความเป็นส่วนตัวสูงสุด จนกลายเป็นต้นแบบของ “quiet luxury” ที่ยังคงได้รับการยกย่องมาจนถึงทุกวันนี้
.
2. Six Senses




นิยาม: “การตื่นรู้สัมผัสทั้งหก” (Sensory awakening in harmony with nature and self)
.
บูติคโฮเต็ลที่ผสานความหรูหราแบบ “barefoot luxury” กับความยั่งยืนและ wellness อย่างลึกซึ้ง
.
ประหวัด: ก่อตั้งปี 1995 โดย Sonu Shivdasani ปัจจุบันอยู่ภายใต้ IHG แบรนด์เริ่มจากรีสอร์ทในไทยและเวียดนาม เน้นการออกแบบที่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุท้องถิ่น และโปรแกรมสุขภาพที่ช่วย “reawaken the senses” เช่น spa ที่โดดเด่น Earth Lab และกิจกรรมชุมชนท้องถิ่น แต่ละแห่งมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน แต่รักษาจิตวิญญาณของ “eco-chic” และการดูแลอย่างยั่งยืนไว้เสมอ
.
ดีไซน์: Six Senses โดดเด่นด้วยสไตล์ eco-chic หรือความหรูหราที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทุกโรงแรมถูกออกแบบให้ “ปลุกประสาทสัมผัสทั้งห้า” (awaken the senses) ผ่านการผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติอย่างลงตัว
.
ดีไซน์มักใช้วัสดุรีไซเคิล ไม้ธรรมชาติ และองค์ประกอบที่เคารพสิ่งแวดล้อม เช่น วิลล่าที่สร้างบนเนินเขา ปะการัง หรือทะเลทราย พร้อมสปา wellness ที่เป็นหัวใจหลัก บางแห่งอาจมีกลิ่นอาย quirky หรือ playful เล็กน้อย แต่ยังคงความอบอุ่นและเป็นกันเอง ทำให้รู้สึกเหมือนรีสอร์ทที่ “มีชีวิต” และเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นมากกว่าการเป็นเพียงสถานที่พักผ่อน
.
🏨 โรงแรมแห่งแรก: Six Senses Samui, Koh Samui, Thailand (เปิดปี 2004)
ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงชันของเกาะสมุย โดยรักษาธรรมชาติเดิมเอาไว้มากที่สุด วิลล่าถูกกระจายตัวตามแนวเนินเขาแต่ละหลังรู้สึกเป็นส่วนตัวสูง ใช้วัสดุไม้เนื้อแข็งท้องถิ่น เช่น ไม้สักและไม้กฤษณา หลังคาโค้งแบบสถาปัตยกรรมเกาะใต้ ผสานกับองค์ประกอบสมัยใหม่ เช่น ห้องน้ำเปิดโล่งและสระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้ที่มองเห็นวิวทะเล
.
ดีไซน์เน้นการระบายอากาศตามธรรมชาติ แสงธรรมชาติ และการใช้สีจากภูมิทัศน์รอบตัว (สีเขียวป่า น้ำเงินทะเล) ทำให้รู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติและชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง พร้อมสปา wellness ที่เป็นหัวใจของแบรนด์
.
3. Cheval Blanc




นิยาม: “ศิลปะแห่งการใช้ชีวิตแบบฝรั่งเศสที่โคตรเหนือระดับที่สุดในโลก” (Art de vivre reimagined with warmth and exquisite craftsmanship)
.
ความหรูหราที่อบอุ่น สร้างสรรค์ และเต็มเปี่ยมด้วยรายละเอียดจาก LVMH
.
ประหวัด: ก่อตั้งปี 2006 โดยกลุ่ม LVMH ภายใต้การนำของ Bernard Arnault ด้วย motto “Ducit Supra Montes” (Beyond the Mountains) แบรนด์ผสานมรดกฝรั่งเศสเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เน้นบรรยากาศอบอุ่นเหมือนบ้านเพื่อนฝูง (convivial) มากกว่าระยะห่างของโรงแรมหรูทั่วไป แต่ละ Maison ออกแบบโดยสถาปนิกชั้นนำ เช่น Peter Marino สำหรับ Cheval Blanc Paris (ใน La Samaritaine) โดดเด่นด้วยงานศิลปะ การบริการที่ละเอียดถึงขั้น extreme craftsmanship และประสบการณ์ที่สร้างความทรงจำร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อน
.
ดีไซน์: Cheval Blanc ซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่ม LVMH นำเสนอดีไซน์ที่สะท้อน French Art de Vivre หรือศิลปะการใช้ชีวิตแบบฝรั่งเศส ผสมผสานความกล้าหาญ (boldness) กับความประณีตแบบดั้งเดิม ทุกแห่งถูกออกแบบเหมือน “Maison” หรือบ้านส่วนตัวที่หรูหราและ intimate โดยมีจำนวนห้องจำกัดเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวสูงสุด
.
เอกลักษณ์คือการใช้สีสันสดใส งานศิลปะร่วมสมัย วัสดุชั้นเลิศจากช่างฝีมือฝรั่งเศส และการตีความมรดกท้องถิ่นด้วยมุมมองสมัยใหม่ (เช่น Art Deco ผสาน contemporary) ไม่ว่าจะอยู่ที่ปารีส มัลดีฟส์ หรือภูเขา ดีไซน์จะเต็มไปด้วยความสง่างาม หรูหรา และรายละเอียดที่คิดมาอย่างรอบคอบ เหมือนงานศิลปะที่ใช้ชีวิตได้จริง
.
🏨 โรงแรมแห่งแรก: Cheval Blanc Courchevel, French Alps, France (เปิดปี 2006)
.
ตั้งอยู่ใจกลาง Courchevel 1850 ในเทือกเขาแอลป์ เป็นชาเลต์สไตล์อัลไพน์สมัยใหม่ ภายนอกดูอบอุ่นด้วยไม้สีน้ำตาลอ่อน แต่ภายในเต็มไปด้วยความกล้าหาญในการออกแบบโดย Sybille de Margerie
.
ใช้โทนสี signature สีเทาน้ำตาล (taupe) ผสมกับสีสดใสอย่างแดงเชอร์รี่ เขียวมิ้นต์ และส้ม ผสานวัสดุหรูหรา เช่น หนัง แกะสลัก กระจก Murano หินอ่อน และงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปินชื่อดัง (เช่น ม้าสะท้อนแสงของ Bruno Peinado หรือหมีของ Xavier Veilhan)
.
ทุกห้องแตกต่างกัน เหมือนบ้านส่วนตัวที่อบอุ่น สบาย และเต็มไปด้วยรายละเอียด craftsmanship ขั้นสูง ทำให้รู้สึกถึงความสง่างามแบบฝรั่งเศสที่ทั้งทันสมัยและมีเสน่ห์
.
3 แบรนด์นี้คือแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับผู้ที่ใฝ่ฝันจะเปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล เพราะพวกเขาพิสูจน์แล้วว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ขนาดหรือจำนวนห้อง แต่คือ “นิยาม” ที่ชัดเจน ความใส่ใจในรายละเอียด และความเคารพต่อสถานที่และผู้คน
.
ติดตาม EP ถัดไป ของ 14 แบรนด์ที่เหลือ: Oetker Collection, Rosewood Hotels & Resorts, Relais & Châteaux, Auberge Resorts Collection, Bulgari Hotels & Resorts, Belmond, One & Only, COMO Hotels, Banyan Tree, Mandarin Oriental, Peninsula Hotels, Dorchester Collection, Four Season และ Rocco Forte Hotels
.
เพจ เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล ยังคงมุ่งมั่นเผยแพร่ความรู้ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางบูติคโฮเต็ลของโลกต่อไป
.
หากคุณกำลังมองหาความรู้ในการลงทุนธุรกิจบูติคโฮเต็ลที่สามารถทำกำไรสูง ไม่ว่าทำเลจะห่างไกลแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นอาคารสร้างใหม่หรือรีโนเวทตึกเก่า ฝากกดติดตามเพจเปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล เพื่อไม่พลาดหลักสูตรการอบรมดีๆ หรือร่วมทริปดูงานบูติคโฮเต็ลระดับโลกกับเราได้
.
***สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง Facebook
Line OA : @theBoutiqueKing
หรือ โทร : 099-535-1454


Older Post