บูติก โฮเต็ล ธุรกิจที่ลูกค้ามีกำลังซื้อ

Vtac Collaborator

้เรื่อง/รูป สร้าง บุญสอง

ช่วงไม่กี่ปีมานี้บ้านเรามี บูติก โฮเต็ล เกิดขึ้นจำนวนมากทั้งในกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทำให้ผู้คนในสังคมรู้จักบูติก โฮเต็ล มากขึ้น ซึ่งถ้าย้อนไปเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ถือว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ทีเดียว

คุณวรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ (น้องชายของนักการเมือง คุณองอาจ คล้ามไพบูลย์) เจ้าของสามเสน ไฟว์ ลอดจ์ แบงคอค (SAMSEN 5 LODGE BANGKOK) ถือเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมบุกเบิกบูติก โฮเต็ล ในกรุงเทพฯ และเป็นตัวอย่างสตาร์ตอัพอีกรายที่ประสบความสำเร็จ โดยใช้การตลาดบนโลกโซเชียลมีเดียเป็นตัวขับเคลื่อน

ส่งผลให้บูติก โฮเต็ล ขนาด 3 ห้องที่ปรับปรุงจากโรงรถเก่าในซอยสามเสน 5 ถนนสามเสน เขตพระนคร ของเขากลายเป็นที่พักยอดนิยมจนได้รับการกล่าวขานอย่างมากในโลกออนไลน์ และเจ้าตัวยังได้ชื่อว่าเป็นกูรูด้านบูติก โฮเต็ล ของประเทศไทย

ด้วยการ ชูจุดขาย “สถาปัตยกรรมสีเขียว” ซึ่งเจ้าของ Supergreen Studio ซึ่งทำงานออกแบบอาคารประหยัดพลังงานในแนว Green Passive Sustainable และยังสอนที่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

 

คุณวรพันธุ์ เล่าถึงการเข้าทำธุรกิจบูติก โฮเต็ล ว่า เริ่มจากเมื่อปี 2552 ที่ตระเวนหาที่เช่าทำออฟฟิศแนวกรีน เมื่อมาเจอที่ซอยสามเสน 5 เป็นโรงรถว่างให้เช่า จึงเช่ามาทำออฟฟิศแล้วที่เหลือเลยทำบูติก โฮเต็ล

โดยเน้นหลักคิด “สถาปัตยกรรมสีเขียว” ที่ประกอบไปด้วยสายลม แสงแดด พร้อมชูสโลแกน “อยู่แล้วเย็นสบายโดยไม่ต้องเปิดแอร์” อันเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์โรงแรมประหยัดพลังงาน

จุดเด่นของห้องพักที่สามเสน ไฟว์ ลอดจ์ คือ เป็นที่พักในย่านเมืองเก่าที่มีเอกลักษณ์ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และเรื่องอาหารการกิน ที่สำคัญ เป็นการใช้พื้นที่ขนาดเล็ก กะทัดรัด แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น ความมีเสน่ห์แบบเอเชีย โดยการออกแบบที่ทำให้ห้องอยู่สบาย ทำให้ไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ ห้องทุกห้องเย็นสบาย น่านั่งเล่นมาก เป็นตัวอย่างของการออกแบบภายใต้เงื่อนไขจำกัด สไตล์จิ๋วแต่แจ๋ว”

คุณวรพันธุ์ ย้อนให้ฟังถึงช่วงแรกของสตาร์ตอัพที่เขาเองต้องเจอะเจอว่า ความยากตอนเริ่มต้นคือต้องหาจุดขายให้ถูก ต้องค้นคว้าข้อมูล เมื่อรู้แล้วต้องกล้าทำสิ่งที่แตกต่าง ต้องมีความเชื่อในจุดขายที่ไม่เหมือนใคร ความยากอีกอย่างคือ การกู้เงินจากสถาบันการเงิน เพราะธนาคารไม่รู้จักธุรกิจประเภทนี้ ที่อาจจะทำในทำเลไม่ดี ธนาคารจะไม่เข้าใจว่าจุดขายที่ดีเป็นเช่นไร

เขาใช้เงินลงทุนในการทำบูติก โฮเต็ล แห่งนี้ ประมาณ 500,000 บาท โดยไม่ได้กู้ธนาคาร และสามารถคืนทุนได้ในช่วงปีแรก ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า จำเป็นต้องทำให้คืนทุนในปีแรก เพราะสัญญาเช่าแค่ 3 ปี

จากประสบการณ์ที่ครอบครัวเคยทำธุรกิจโรงแรมมาก่อน รู้อะไรที่ลงทุนแล้วขายได้กำไรกลับมาเร็ว และด้วยความที่เป็นสถาปนิกเอง จะเห็นได้ว่างานก่อสร้างของห้องพักไม่เรียบร้อย ดูไม่มีความเนี้ยบ แต่มีความหยาบแบบเท่ อันเป็นจุดขายอย่างหนึ่ง โดยมุ่งไปที่การเป็น “โรงแรมประหยัดพลังงาน” ซึ่งปรากฏว่ามีเสียงตอบรับเป็นอย่างดี

หัวใจหลักของบูติก โฮเต็ล อย่างแรกคือ จุดขายที่ดี จุดขายอันที่ 2 คือ การตลาด เพราะเราแข่งกับคนที่เงินทุนเยอะ แต่เราแข่งด้วยความคิด ไม่ได้แข่งด้วยเงิน”

สตาร์ตอัพนั้นลงทุนไม่มาก แต่สินค้าและบริการนั้นต้องโดดเด่นโดนใจลูกค้า และใช้โซเชียลมีเดียให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด แต่จะใช้อย่างไรและมีเคล็ดลับความสำเร็จอย่างไรติดตาม (คลิกอ่านรายละเอียด)

 



Older Post Newer Post